ด้วยความที่ชะตาชีวิตของทั้งคู่ต้องมาเกี่ยวพันกับพระนางซูสีไทเฮา* และพระราชาธิราชกวังซวี่* (ซึ่งอยู่ต่างขั้วทางการเมือง) สองชายหนุ่มจึงตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งและแผนสมคบคิดทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

*เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์

"จักรพัตราธิราชกวังซวี่" พระนามเดิม อ้ายซินเจว๋หลัวไจ้เถียน เป็นพระโอรสองค์ที่สองในองค์ชายอี้เซวียน (หรือ "ฉุนชินอ๋อง" – พระอนุชาในสมเด็จพระจักรพัตราธิราชเสียนเฟิง และพระอัยกาของพระราชาธิราชผู่อี๋ หรือปูยี)  พระราชชนนีคือพระนางเยเหอนาลา หวั่นเจิน (พระขนิษฐาในพระนางซูสีไทเฮา)  ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากจักรพัตราธิราชถงจื้อขณะมีพระชนมายุเพียง 4 พรรษา แต่การขึ้นครองราชย์ของพระองค์นับเป็นการผิดกฎมณเฑียรบาล เพราะตามกฏแล้วต้องเลือกพระราชาธิราชองค์ใหม่ที่เป็นสมาชิกราชวงศ์รุ่นถัดไป ถึงกระนั้นการที่พระนางซูสีไทเฮายกพระภาคิไนย (ลูกน้องสาว) ของตนขึ้นเป็นพระราชาธิราชพระองค์ใหม่ก็ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกในราชวงศ์จึงก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน และเพื่อให้เป็นการรักษาธรรมเนียมในการสืบราชสมบัติจากพระบิดาสู่โอรส จึงยกพระราชาธิราชกวังซวีเป็นโอรสบุญธรรมของพระจักรพัตราธิราชเสียนเฟิง (และพระนางซุสีไทเฮา)

หลังมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน พระองค์มีพระราชดำริที่จะปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยทุกด้าน แทนที่จะบริหารไปในทางอนุรักษนิยมแบบพระนางซูสีไทเฮา จึงทรงริเริ่มแผน "ปฏิรูป 100 วัน" ตามคำแนะนำของนักปฏิรูป โดยเน้นการผลิตบัณฑิตสมัยใหม่ เปิดกว้างการวิพากษ์ วิเคราะห์ และพัฒนากิจการใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งของชาติและความอิ่มท้องของประชาชน  (ตลอดจนยึดอำนาจคืนจากพระนางซูสีไทเฮาซึ่งยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่) แต่สุดท้ายก็ถูกพระนางซูสีไทเฮาและขุนนางข้างอนุรักษนิยมทำรัฐประหารในที่สุด 

"ซูสีไทเฮา" เป็นพระสนมในพระเจ้าเสียนเฟิง ครั้นพระเจ้าเสียนเฟิงสิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระองค์ก็ขึ้นเป็นพระเจ้าถงจื้อ พระนางซูสีไทเฮาซึ่งเป็นพระราชชนนีจึงได้ขึ้นเป็นพระพันปี หลังจากนั้นก็ทำการยึดอำนาจจากคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่พระเจ้าเสียนเฟิงตั้งเอาไว้ แล้วขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการพร้อมกับพระพันปีฉืออัน (อัครมเหสีของพระเจ้าเสียนเฟิง) หลังพระพันปีฉืออันสิ้นพระชนม์ พระนางซูสีไทเฮาจึงสำเร็จราชการแต่เพียงคนเดียว เมื่อพระเจ้าถงจื้อสิ้นพระชนม์ พระนางซูสีไทเฮาก็ยกหลานของตนขึ้นเป็นจักรพัตราธิราชกวังซวี่ถึงแม้ว่าจะขัดกับระเบียบปฏิบัติการสืบสันตติวงศ์ก็ตาม  หลังจากนั้นก็ทรงว่าราชการหลังม่านต่อไป