สวีซื่อหลางเห็นอาการของมารดาแย่ลงหลังทานยาที่หยุนเสียนแนะนำ จึงตามหมอหลิว (หลิวผิงอัน) มาช่วยตรวจดูอาการโดยบอกว่าวันนี้แม่ของตนเป็นโรคลมอัมพาต พอถูกเข็มเจาะแล้วบีบเอาเลือดออกเพื่อให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตแม่ของตนก็อาการดีขึ้น แต่หลังจากกินยาตามใบสั่งในตอนบ่ายอาการกลับทรุดลง หมอหลิวจึงขอดูใบสั่งยา พอคิดว่าตัวยาประกอบด้วย ผงเขากวาง ผงเปลือกหอยเป๋าฮื้อ ฯลฯ หมอหลิวจึงถามว่าใครเป็นคนสั่งยาให้ สวีซื่อหลางกล่าวว่าคุณหนูหังที่เจาะเลือดแม่ของตนเป็นคนแนะนำตัวยาดังที่กล่าวมาแล้ว ตนคิดว่านางช่วยทำให้แม่ตนฟื้นเลยเชื่อที่นางบอก หมอหลิวแทบไม่เชื่อหูเมื่อรู้ว่าคนสั่งยาและช่วยรักษามารดาของสวีซื่อหลางเป็นผู้หญิง

อีกด้านหนึ่งวังกั๋วกงก็ไปตามหมอเฉิง (เฉิงสือซาน – ซึ่งมีปานแดงที่มือ) ให้มาดูอาการของเฉิงอ๋อง หมอเฉิงกล่าวว่าอาการบาดเจ็บของเฉิงอ๋องค่อนข้างสาหัส โชคดีที่มีคนมาช่วยทันเวลา แถมคนๆ นั้นยังเป็นผู้รอบรู้ เพราะนอกจากจะนำสมุนไพรมาช่วยขจัดพิษแล้วยังให้เฉิงอ๋องกินโสมอีกด้วย วังกั๋วกงเห็นบุตรสาวยืนลุ้นหน้าห้องด้วยความเป็นห่วงจึงบอกว่าอาการเฉิงอ๋องจะดีขึ้นในไม่ช้าเพราะได้เฉิงสือซานจากสำนักหมอหลวงคอยดูแล แถมเขายังเป็นคนที่ป้าของเหม่ยหลิน (ซุนไทเฮา) วางใจมากที่สุด วังกั๋วกงยังบอกอีกว่านี่เป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานมาให้ คุณจึงต้องคว้าเอาไว้และคอยเอาใจใส่ดูแลเฉิงอ๋องให้ดี เพื่อให้ให้เหม่ยหลินสมหวังตนยอมทุ่มจนหมดหน้าตัก ส่วนเหม่ยหลินจะได้เป็นนกฟงหวง (นกฟีนิกซ์ หรือหงส์ไฟ เป็นสัญลักษณ์ของฮองเฮา) หรือเปล่า ขึ้นอยู่กับโอกาสในคราวนี้ เหม่ยหลินสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ ไทเฮาถึงต้องการเปลี่ยนฮ่องเต้ วังกั๋วกงยอมรับว่าเป็นความสามารถตน ตนเป็นคนยุแยงให้ซุนไทเฮาผิดใจกับฮ่องเต้  โดยทำให้ไทเฮาเชื่อว่าฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัยไทเฮาที่ไม่ยอมคืนพระราชอำนาจเลยมีแผนปลดพระองค์ เหม่ยหลินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสะดุ้ง

หลังกำจัดเฉิงอ๋องไม่สำเร็จ เฉาจี๋เสียงจึงไปขอรับโทษจากขันทีหวังเจิ้น หวังเจิ้นสั่งให้เฉาจี๋เสียงปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและห้ามให้ฮ่องเต้ล่วงรู้โดยเด็ดขาด เขายังสั่งให้คุมเข้มประตูวังทุกด้านเพื่อให้ป้องกันไม่ให้เฉิงอ๋องมีโอกาสเข้าเฝ้าไทเฮา เฉาจี๋เสียงกล่าวว่าตอนแรกซุนไทเฮามองหวังเจิ้นเป็นหนามยอกอกจึงคิดที่จะยึดสำนักตงฉ่างไปอยู่ภายใต้ความดูแลของตน ครั้นพอทำไม่สำเร็จก็หันไปเกื้อหนุนวังกั๋วกงและอนุญาตให้เขาควบคุมทัพ เห็นได้ชัดว่าไทเฮาพยายามเลียนแบบ "อู่โฮ่ว" (บูเช็กเทียน  – สตรีคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์จีนที่ขึ้นครองราชย์ในฐานะกษัตริย์) ดังที่หวังเจิ้นเคยพูดไว้จริงๆ

หวังเจิ้นกล่าวว่าไทเฮาเห็นตนเป็นหนามยอกอกมาตั้งแต่ต้น ในตอนนั้นนางพยายามเสี้ยมให้ตนกับไทฮองไทเฮาผิดใจกัน แต่ไม่ว่ายังไงผู้หญิงก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ นางผมยาวแต่สายตาสั้นเลยไม่ทันคิดว่าเป็นการยากที่จะได้ใจบุตรบุญธรรม เฉาจี๋เสียงเกรงว่าเฉิง อ๋องจะก่อกบฏขึ้นมาจริงๆ จึงถามว่าทำไมไม่ทูลเรื่องนี้กับฮ่องเต้ หวังเจิ้นกล่าวว่าฮ่องเต้เป็นคนจิตใจดีมีเมตตา เฉิงอ๋องเป็นพระอนุชา (ต่างพระชนนี) เพียงองค์เดียวของพระองค์ ต่อให้คิดทำเช่นนั้นจริงฮ่องเต้ก็คงไม่ลงอาญา ที่ผ่านมาตนเคยคิดว่าคนอย่างเฉิงอ๋องไม่มีทางเป็นเสี้ยนหนามแต่ดูเหมือนตนจะคิดผิด ดังนั้นถ้าเจอเฉิงอ๋องเมื่อไหร่ให้กำจัดทันที