ไม่ตลก ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยๆ “หลวงพี่เท่ง” ก็เคยทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาแล้วว่า หนังฮาๆ ขำๆ และไม่หยาบคายนั้น มีอยู่จริงแต่เอาล่ะ ไม่ว่าจะหยาบน้อยหรือหยาบมาก แต่โหดหน้าเหี่ยวก็ถือว่าสอบผ่านในด้านของความฮา มากกว่านั้น เมื่อหันไปดูเนื้อหาเรื่องราว เราจะพบว่า นอกจากจะไม่เบาหวิวแล้ว หนังเรื่องนี้ยังดูดีมีคอนเซ็ปต์ที่จับต้องได้ แม้มันจะเป็นเรื่องเก่าๆ เต่าล้านปี เท่าๆ กับที่เป็นเรื่องน้ำเน่า แต่ก็ถือเป็นการยกระดับขึ้นมาจากหนังตลกตื้นๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตาเล็งแต่จะยิงมุกกันอย่างเดียว (โอเคล่ะ เนื้อหาที่ว่านั้น จะว่าไป มันก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงขั้นชวนให้รู้สึกปลาบปลื้มจนแทบต้องการจะกราบเท้าเจ้าของบทหนัง แต่ก็อย่างที่รู้ นี่คือหนังตลก และถ้าต้องการอะไรที่คมคายสูงส่ง ก็ไม่ควรมามองหาในหนังแนวนี้)

อย่างไรก็ดี ว่ากันอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าพระเอกของเรื่องที่ชื่อ “เอ” จะสามารถเอาชนะใจพ่อตาของเขาได้หรือเปล่า และไม่ว่า “ไท ดามารุ” จะได้รับการให้อภัยจากนักเลงรุ่นใหญ่อย่าง “สอง คลองเตย” หรือเปล่า ทั้งหมดนี้ดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไรเลย เพราะเรื่องราวในทำนอง…พ่อตาไม่ชอบลูกเขย หรือเรื่องหมางใจกันเองในวงพวกนักเลง…สิ่งพวกนี้มีให้ดูและถูกผลิตซ้ำมาแล้วในหนังไทยนับไม่ถ้วน แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือว่า ที่สุดแล้ว โหดหน้าเหี่ยวสามารถตอบโจทย์ตัวเองด้วยการทำให้คนดูสนุกหรือ Entertain สำเร็จหรือเปล่า?

ซึ่งก็อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นครับว่า เสียงหัวเราะกระหึ่มโรงของผู้ชมในรอบที่ผมดูนั้น น่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ดีอย่างหนึ่ง รุ่นน้องบางคนที่ดูรอบเดียวกัน บอกกับผมว่า นี่คือหนังตลกที่เขาสามารถจะเอ่ยปากแนะนำเพื่อให้นๆ ให้ไปดูได้แบบชัดถ้อยชัดคำ ไม่อ้ำๆ อึ้งๆ หรืออ้อมๆ แอ้มๆ เวลาถูกถามว่าหนังสนุกไหมสนุก (รุ่นน้องคนนี้ยังบอกด้วยว่า หลายปีมานี้ แทบไม่มีหนังตลกของบ้านเราเรื่องไหนเลยที่เขาจะกล้าแนะนำให้คนอื่นไปดู เพราะอะไรน่ะหรือ? คิดกันเอาเอง)