Archives (page 2 of 3)

เรื่องย่อ หยุนเสียน หมอหญิงวังจักรพรรดิ (The Imperial Doctress) ตอนที่ 8

สวีซื่อหลางเห็นอาการของมารดาแย่ลงหลังทานยาที่หยุนเสียนแนะนำ จึงตามหมอหลิว (หลิวผิงอัน) มาช่วยตรวจดูอาการโดยบอกว่าวันนี้แม่ของตนเป็นโรคลมอัมพาต พอถูกเข็มเจาะแล้วบีบเอาเลือดออกเพื่อให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตแม่ของตนก็อาการดีขึ้น แต่หลังจากกินยาตามใบสั่งในตอนบ่ายอาการกลับทรุดลง หมอหลิวจึงขอดูใบสั่งยา พอคิดว่าตัวยาประกอบด้วย ผงเขากวาง ผงเปลือกหอยเป๋าฮื้อ ฯลฯ หมอหลิวจึงถามว่าใครเป็นคนสั่งยาให้ สวีซื่อหลางกล่าวว่าคุณหนูหังที่เจาะเลือดแม่ของตนเป็นคนแนะนำตัวยาดังที่กล่าวมาแล้ว ตนคิดว่านางช่วยทำให้แม่ตนฟื้นเลยเชื่อที่นางบอก หมอหลิวแทบไม่เชื่อหูเมื่อรู้ว่าคนสั่งยาและช่วยรักษามารดาของสวีซื่อหลางเป็นผู้หญิง

อีกด้านหนึ่งวังกั๋วกงก็ไปตามหมอเฉิง (เฉิงสือซาน – ซึ่งมีปานแดงที่มือ) ให้มาดูอาการของเฉิงอ๋อง หมอเฉิงกล่าวว่าอาการบาดเจ็บของเฉิงอ๋องค่อนข้างสาหัส โชคดีที่มีคนมาช่วยทันเวลา แถมคนๆ นั้นยังเป็นผู้รอบรู้ เพราะนอกจากจะนำสมุนไพรมาช่วยขจัดพิษแล้วยังให้เฉิงอ๋องกินโสมอีกด้วย วังกั๋วกงเห็นบุตรสาวยืนลุ้นหน้าห้องด้วยความเป็นห่วงจึงบอกว่าอาการเฉิงอ๋องจะดีขึ้นในไม่ช้าเพราะได้เฉิงสือซานจากสำนักหมอหลวงคอยดูแล แถมเขายังเป็นคนที่ป้าของเหม่ยหลิน (ซุนไทเฮา) วางใจมากที่สุด วังกั๋วกงยังบอกอีกว่านี่เป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานมาให้ คุณจึงต้องคว้าเอาไว้และคอยเอาใจใส่ดูแลเฉิงอ๋องให้ดี เพื่อให้ให้เหม่ยหลินสมหวังตนยอมทุ่มจนหมดหน้าตัก ส่วนเหม่ยหลินจะได้เป็นนกฟงหวง (นกฟีนิกซ์ หรือหงส์ไฟ เป็นสัญลักษณ์ของฮองเฮา) หรือเปล่า ขึ้นอยู่กับโอกาสในคราวนี้ เหม่ยหลินสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ ไทเฮาถึงต้องการเปลี่ยนฮ่องเต้ วังกั๋วกงยอมรับว่าเป็นความสามารถตน ตนเป็นคนยุแยงให้ซุนไทเฮาผิดใจกับฮ่องเต้  โดยทำให้ไทเฮาเชื่อว่าฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัยไทเฮาที่ไม่ยอมคืนพระราชอำนาจเลยมีแผนปลดพระองค์ เหม่ยหลินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสะดุ้ง

หลังกำจัดเฉิงอ๋องไม่สำเร็จ เฉาจี๋เสียงจึงไปขอรับโทษจากขันทีหวังเจิ้น หวังเจิ้นสั่งให้เฉาจี๋เสียงปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและห้ามให้ฮ่องเต้ล่วงรู้โดยเด็ดขาด เขายังสั่งให้คุมเข้มประตูวังทุกด้านเพื่อให้ป้องกันไม่ให้เฉิงอ๋องมีโอกาสเข้าเฝ้าไทเฮา เฉาจี๋เสียงกล่าวว่าตอนแรกซุนไทเฮามองหวังเจิ้นเป็นหนามยอกอกจึงคิดที่จะยึดสำนักตงฉ่างไปอยู่ภายใต้ความดูแลของตน ครั้นพอทำไม่สำเร็จก็หันไปเกื้อหนุนวังกั๋วกงและอนุญาตให้เขาควบคุมทัพ เห็นได้ชัดว่าไทเฮาพยายามเลียนแบบ "อู่โฮ่ว" (บูเช็กเทียน  – สตรีคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์จีนที่ขึ้นครองราชย์ในฐานะกษัตริย์) ดังที่หวังเจิ้นเคยพูดไว้จริงๆ

หวังเจิ้นกล่าวว่าไทเฮาเห็นตนเป็นหนามยอกอกมาตั้งแต่ต้น ในตอนนั้นนางพยายามเสี้ยมให้ตนกับไทฮองไทเฮาผิดใจกัน แต่ไม่ว่ายังไงผู้หญิงก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ นางผมยาวแต่สายตาสั้นเลยไม่ทันคิดว่าเป็นการยากที่จะได้ใจบุตรบุญธรรม เฉาจี๋เสียงเกรงว่าเฉิง อ๋องจะก่อกบฏขึ้นมาจริงๆ จึงถามว่าทำไมไม่ทูลเรื่องนี้กับฮ่องเต้ หวังเจิ้นกล่าวว่าฮ่องเต้เป็นคนจิตใจดีมีเมตตา เฉิงอ๋องเป็นพระอนุชา (ต่างพระชนนี) เพียงองค์เดียวของพระองค์ ต่อให้คิดทำเช่นนั้นจริงฮ่องเต้ก็คงไม่ลงอาญา ที่ผ่านมาตนเคยคิดว่าคนอย่างเฉิงอ๋องไม่มีทางเป็นเสี้ยนหนามแต่ดูเหมือนตนจะคิดผิด ดังนั้นถ้าเจอเฉิงอ๋องเมื่อไหร่ให้กำจัดทันที

เรื่องย่อ กระบี่เย้ยยุทธจักร (Swordsman)

บทประพันธ์: กิมย้ง
กำกับ: หูอี้เจวียน
เขียนบท: อวี๋เจิ้ง
แนวละคร: กำลังภายใน
จำนวนตอน: 42/56
ออกอากาศ: จีน – วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 ทางหูหนานทีวี
             ไทย – ทุกคืนวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 02.10 น.  ทางช่อง 7 สี ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 – 28 พฤศจิกายน 2559 (ออกอากาศนัดแรก วันที่ 2 เมษายน 2559 ทางช่อง Media 84) 

เรื่องย่อ

จากนวนิยายจีนกำลังภายในสุดโด่งดัง ผลงานการประพันธ์อันเลื่องชื่อของ "กิมย้ง" ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จีนชุดสุดอลังการที่ผู้ชมตั้งตาคอยใน “กระบี่เย้ยยุทธจักร” (Swordsman) เรื่องราวการผจญภัยของจอมยุทธชายหนุ่มผู้แสวงหาความสงบ แต่ด้วยชะตาฟ้าลิขิตทำให้เขาต้องกลายมาเป็นกุญแจสำคัญของความขัดแย้งในยุทธจักร นำแสดงโดย "ฮั่วเจี้ยนหัว" ดาราชายหนุ่มหล่อนัยน์ตาชวนฝัน ที่จะมารับบทเป็น "เล่งฮู้ชง" จอมยุทธชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ คนที่จะมาทำให้ยุทธจักรต้องสั่นสะเทือน, "เฉินเฉี่ยวเอิน" ดาราสาวสวยมากความชำนาญ ในหน้าที่ของ "ตงฟางปุ๊ป่าย" ประมุขแห่งพรรคมารความสามารถฉกาจ ผู้มีรูปโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือ และ "หยวนซานซาน" นางเอกสาวหน้าหวานสุดน่ารักน่าเอ็นดูมารับบทเป็น "เหยินอิ๋งอิ๋ง" ธิดาเทพแห่งพรรคมาร หญิงสาวผู้มีสติปัญญาอันเฉียบแหลม 

เล่งฮู้ชง (ฮั่วเจี้ยนหัว) จอมยุทธข้างธรรมะ ศิษย์เอกของสำนักหัวซาน ผู้ต้องการแสวงหาความสงบในชีวิต และไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์อะไรก็แล้วแต่เขาบังเอิญได้ไปพบกับ เค็กเอี๊ยง จอมยุทธแห่งพรรคมารที่ต้องการล้างมือจากยุทธจักร และได้มีโอกาสช่วยเหลือให้ความปรารถนาของ เค๊กเอี๊ยง และ หลิวเจิ้นฟง จอมยุทธแห่งสำนักเหิงซาน ในการบรรเลงเพลงเย้ยยุทธจักรที่ทั้งสองแต่งขึ้นเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งเหตุการณ์คราวนี้ทำให้ เล่งฮู้ชง ต้องขัดแย้งกับจอมยุทธข้างธรรมะ และถูกอาจารย์ลงโทษให้เก็บตัวอยู่บนผาสำนึกตนตรงเวลา 1 ปี

ณ ผาสำนึกตน เล่งฮู้ชง บังเอิญได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธเก้ากระบี่ต๊กโกว จาก ฟงชิงหยาง ปรมาจารย์สายกระบี่ ทำให้ความสามารถของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยังได้ใกล้ชิดกับ เหยินอิ๋งอิ๋ง (หยวนซานซาน) ธิดาเทพผู้ฉลาดหลักแหลมแห่งพรรคมาร จนก่อตัวเปลี่ยนเป็นความรัก ทำให้ความขัดแย้งกับจอมยุทธข้างธรรมะทวีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้น จนถูกอาจารย์ขับออกจากสำนัก

ระหว่างการผจญภัยในยุทธจักร เล่งฮู้ชง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ ทำให้ เหยินอิ๋งอิ๋ง ต้องบุกเข้าไปขอร้องจากวัดเส้าหลิน และยอมอยู่ในวัดเส้าหลินตรงเวลา 10 ปี เพื่อให้แลกกับการให้ เล่งฮู้ชง ได้รับการรักษา

หลังจากหายจากอาการบาดเจ็บ เล่งฮู้ชง ได้ช่วยเหลือ เหยินอั้วฮั้ง อดีตประมุขพรรคมาร บิดาของ เหยินอิ๋งอิ๋ง ออกจากคุกใต้สมุทรทราย พร้อมได้เรียนรู้วิชามหาเวทดูดดาวโดยบังเอิญ หลังจากนั้นจึงได้สะสมชาวยุทธบุกไปวัดเส้าหลินเพื่อให้ช่วย เหยินอิ๋งอิ๋ง ออกมา และต่อมาเขาได้มีโอกาสช่วย เหยินอั้วฮั้ง ชิงตำแหน่งประมุขพรรคมารคืนมาจาก ตงฟางปุ๊ป่าย (เฉินเฉี่ยวเอิน)

ในขณะเดียวกัน จ้อแหน้เซี้ยง เจ้าสำนักซงซาน ผู้นำแห่ง 5 ขุนเขากระบี่ ได้เริ่มดำเนินแผนการรวม 5 ขุนเขากระบี่เป็นหนึ่ง เพื่อให้ก้าวสู่ความเป็นใหญ่ในข้างธรรมะ พร้อมกับกำจัดคนที่คัดค้านไม่ยอมคล้อยตาม และเริ่มแผนการกำจัดพรรคมาร เพื่อให้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเอง โดยได้ชักชวน เล่งฮู้ชง ให้ร่วมในแผนการคราวนี้ด้วย เขาจะตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางใด การต่อสู้เพื่อให้แย่งชิงความเป็นหนึ่งในยุทธจักรจะจบลงเช่นไร ติดตามได้ใน “กระบี่เย้ยยุทธจักร” (Swordsman)

เรื่องย่อ ขังใจไว้ด้วยรัก (The Cage of Love) ตอนที่ 7

หงต๋าเรียกเส้าเทียนมาพบและถามว่าเขายอมรับรักกับไฉ่หงหรือยัง พอรู้ว่าเส้าเทียนยังไม่มีโอกาสพูด หงต๋าก็บ่นว่าเส้าเทียนมีหัวด้านธุรกิจแต่อ่อนหัดเรื่องผู้หญิง เขาบอกให้เส้าเทียนรุกมากกว่านี้เพราะตนทำได้แค่คอยส่งเสริม ด้วยเหตุว่าตอนนี้หมดยุคคลุมถุงชนแล้ว คนสมัยใหม่บังคับใจกันไม่ได้ ดังนั้นเรื่องคู่ครองไฉ่หงต้องเห็นชอบด้วย หงต๋ายังกล่าวอีกว่าแม้เส้าเทียนจะเกิดมายากจนแต่ตนคิดว่านั่นเป็นข้อดี เพราะเส้าเทียนจะอดทนต่อความยากลำบากและทำงานอย่างซื่อสัตย์ แถมเส้าเทียนยังเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนอีกด้วย หงต๋าจึงมั่นใจว่าตนมองคนไม่ผิด เส้าเทียนขอบคุณหงต๋าที่วางใจตนและรับปากว่าจะดูแลไฉ่หงเป็นอย่างดี (เส้าเทียนเก็บซ่อนความแค้นเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้ม) หงต๋าชวนเส้าเทียนมาทานอาหารเย็นที่บ้านคืนนี้เพื่อให้ให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดไฉ่หงอีกที พอเส้าเทียนออกจากห้องทำงานของหงต๋า "เหล่าไช่" (พนักงานบัญชีของหลิงหลง) ก็กล่าวชม (กึ่งประชด) เส้าเทียนว่าเล่นละครได้ไม่เลว หากพยายามมากขึ้นอีกนิด ตำแหน่งลูกเขยตระกูลอู๋คงอยู่ใกล้แค่เอื้อม

คืนนั้นหงต๋าพยายามเปิดช่องให้เส้าเทียนโดยเลียบๆ เคียงๆ ถามไฉ่หงเกี่ยวกับเรื่องแต่งงาน แต่ไฉ่หงรู้ทันและไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้จึงพยายามบ่ายเบี่ยง หงต๋าบอกเป็นนัยๆ ว่าตนพบคนที่เหมาะสมกับไฉ่หงแล้ว ไฉ่หงรู้ว่าพ่อหมายคือใครและแย้งว่าตนยังอยากอยู่กับพ่ออีกสัก 2-3 ปี เลยไม่คิดที่จะแต่งงานกับใครในตอนนี้ หงต๋าจึงกล่าวกับไฉ่หงว่าวิธีที่ดีที่สุดในการแสดงความกตัญญูกับตนคือการแต่งงานกับผู้ชายดีๆ ไฉ่หงได้ยินดังนั้นจึงหาว่าพ่อเกลียดและผลักไสตน จากนั้นก็ลุกหนีไปเล่นกับอูหลง หงต๋าเลยบอกให้เส้าเทียนรีบตามไฉ่หงไป

พอเส้าเทียนเดินมาหาไฉ่หง อูหลงก็วิ่งหนีไป เส้าเทียนกล่าวว่าแม้แต่อู่หลงยังเข้าใจและให้โอกาสให้พวกตนได้พูดคุยกันตามลำพัง ไฉ่หงแย้งว่านั่นอาจเป็นเพราะเส้าเทียนทำให้อู่หลงสะดุ้งกลัว เส้าเทียนพยายามเผยความในใจโดยเริ่มด้วยการถามว่าไฉ่หงคิดอย่างไรกับตน เมื่อไฉ่หงเผยว่าคุณนับถือเส้าเทียนเหมือนพี่ชาย เส้าเทียนก็แย้งว่าตนไม่อยากเป็นพี่ชาย เขากำลังจะขอคุณแต่งงานแต่ถูกขัดจังหวะเสียก่อน เพราะไฉ่หลงหันไปเห็นพ่อกับ  "อู๋ไฉ่อวิ๋น" (น้องสาวต่างมารดา) มายืนด้อมๆ มองๆ อยู่ไม่ห่างเลยเดินหนีไปด้วยความโกรธ  หงต๋าบอกเส้าเทียนว่าจะหาโอกาสให้ใหม่คราวหน้า พลางปลอบใจว่าเมื่อก่อนแม่ของไฉ่หงก็เคยบอกว่าตนเป็นพี่ชายเช่นกัน

เรื่องย่อ ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ (Guardian: The Lonely and Great God) ตอนที่ 12

อึนทักจะบอกหญิงชราเรื่องแม่ของตน หญิงชราชิงกล่าวว่าตนรู้แล้วและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่อึนทักต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป คุณแนะให้อึนทักรีบย้ายที่อยู่ภายในสามวันเพื่อให้ที่ยมทูตจะได้หาตัวไม่พบ  และชี้ว่าอึนทักสบตายมทูตแล้วจึงอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไป  หญิงชรากล่าวว่าหลังเที่ยงคืนๆ นี้ จะมี 'ผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงสองคน' มาหาอึนทักในงานศพ (จัดที่โรงพยาบาล) อึนทักต้องย้ายไปอยู่กับพวกเขา ไปแล้วอาจตกระกำลำบากและทุกข์ใจแต่อึนทักไม่มีทางเลือกอื่น  อึนทักถามหญิงชราว่าทำไมถึงยอมบอกเรื่องพวกนี้กับตน หญิงชราตอบว่าตนชอบอึนทักและแฮปปี้ที่ได้มอบอึนทักให้แม่ของคุณ หญิงชรามอบผักกาดให้อึนทักหนึ่งหัวโดยบอกว่าเป็นของขวัญวันเกิดแล้วเดินจากไป

10 ปีต่อมา หญิงชรากลายร่างเป็นสาวสวย ส่วนต็อกฮวาเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายหนุ่ม เมื่อทั้งคู่เดินสวนกันบนสะพานต่างข้างต่างเหลือบมองกัน หลังเดินต่อไปได้สักพักต็อกฮวาก็หันไปเรียกหญิงสาวและชวนไปหาอะไรดื่มกัน หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงตอบตกลงทันที ขณะที่ชินกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายใจ ต็อกฮวาก็โทรฯ มาหาเขาที่เบอร์บ้าน (โดยผ่านSystemฝากข้อความเสียง) เพื่อให้ขอร้องหลังพบว่าอยู่ๆ บัตรเครดิตของตนก็ถูกระงับทั้งที่เมื่อวานยังใช้ได้ เขาขอร้องให้ชินช่วยรับสายเพราะตอนนี้กลุ่มชายใส่สูทที่อยู่ในบาร์กำลังไม่พอใจตนมาก แต่ชินฟังแล้วยังคงนั่งอ่านหนังสืออย่างใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อึนทักซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นม. ปลาย นั่งทานข้าวตามลำพังที่โรงเรียนในช่วงพักเที่ยง  เพื่อให้นร่วมชั้นของคุณเห็นดังนั้นจึงพากันนินทาว่าใกล้เรียนจบแล้วแต่อึนทักยังคงไม่มีเพื่อให้นทานข้าวเหมือนเดิม และสาเหตุที่อึนทักไม่มีเพื่อให้นเป็นเพราะทุกคนรู้ว่าคุณมองเห็นภูติผี เลยไม่มีใครอยากสุงสิงหรือคบหาสมาคมด้วย (เพื่อให้นๆ ความคิดว่ามีคุณน่ากลัวกว่าผี เพราะอย่างน้อยผีก็ไม่มีตัวตน)  อึนทักรู้ว่าเพื่อให้นๆ กำลังนินทาตนแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ยิน

ขณะที่อึนทักเดินกลับบ้านท่ามกลางสายฝน ผีขี้เหงาตนหนึ่งได้ยินว่าอึนทักเป็น "เจ้าสาวของก็อบลิน" จึงพยายามเรียกร้องความสนใจเพราะรู้ว่าอึนทักมองเห็นตน ผีสาวอยากชวนอึนทักไปอยู่เป็นเพื่อให้นแต่อึนทักแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ผีสาวจึงยื่นหน้าเข้าไปหาใกล้ๆ และร้องเรียกอึนทักเสียงดังลั่นด้วยความโมโห ครั้นพอเห็นอึนทักทำท่าแสบแก้วหู คุณก็ยิ้มอย่างผู้ชนะเพราะจับได้ว่าอึนทักมองเห็นตนจริงๆ เมื่อผีสาวหันไปเห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหน้าท่าทีของคุณก็เปลี่ยนไป  คุณรำพึงรำพันกับตัวเองว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือนี่  จากนั้นก็ขอโทษอึนทักและรีบหนีไปอย่างลนลาน อึนทักได้แต่ยืนงงว่าทำไมอยู่ๆ ผีตนดังที่กล่าวมาแล้วจึงขอโทษตน ที่แท้ผีสาวเห็นชินเดินกางร่มตรงมา ชินจ้องมองอึนทักอย่างไม่วางตาและมีภาพความทรงจำอะไรบางอย่างผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ขณะที่อึนทักเหลือบมอง (สบตา) ชินแล้วเดินผ่านไปโดยไม่มีปฏิกิยาอะไรก็ตามชินเดินต่อไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับไปมองอึนทักและเฝ้าดูคุณจนลับสายตา

เรื่องย่อ ลำนำทะเลทราย (Sound of the Desert) ตอนที่ 4

ครั้นได้พบ "หลี่เหยียน" น้องสาวของเหยียนเหนียน จินอวี้และหงกูก็ถึงกับตกตะลึงในท่วงท่าและกิริยาอันอ่อนช้อย แม้หญิงสาวจะสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าแต่จินอวี้และหงกูรู้ว่าคุณมีรูปโฉมที่งดงาม ถึงกระนั้นก็มีเพียงจินอวี้ที่รู้ว่าหลี่เหยียนมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไรบางอย่าง หลังเปิดการแสดงชุดบุปผาเบ่งบาน เรือนหยกโปรยก็กลับมาคึกคักอีกที เมื่อฮั่วชวี่ปิ้งมาชมการแสดงชุดดังที่กล่าวมาแล้วและได้พบจินอวี้อีกทีเขาก็รู้สึกดีใจ คุณยังไม่ทันได้คุยกับเขาก็ต้องปลีกตัวไปต้อนรับท่านเก้า  เขาจึงได้แต่นั่งหน้าบูดจนหงกูต้องมาตามจินอวี้ไปช่วยรับมือ ฮั่วชวี่ปิ้งอธิบายว่าตอนที่อยู่ในสมุทรทรายเขาโกหกคุณว่าตนเป็นพ่อค้าเพราะในตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าคุณเป็นคนของข้างใดกันแน่ เขาเห็นคุณเปิดการแสดงชุดบุปผาเบ่งบานจึงแอบผิดหวังเพราะนึกว่าคุณอยากเข้าวัง (เขารู้ว่าคุณเปิดการแสดงชุดดังที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อให้ดึงดูดความสนใจจากพระพี่นาง เพราะพระพี่นางกำลังสรรหาหญิงงามคนใหม่ไปถวายฮ่องเต้) เมื่อจินอวี้ปฏิเสธเขาก็รู้สึกโล่งใจและถามต่อว่าแผนของคุณคืออะไรกันแน่ จินอวี้หันไปมองหลี่เหยียนแล้วบอกว่าแผนของตนอยู่ที่นาง

ทันใดนั้นก็มีคนมาแถลงการณ์ว่าท่านเก้าได้ชมการแสดงชุดดังที่กล่าวถึงมาแล้วแล้วรู้สึกโกรธมาก  ฮั่วชวี่ปิ้งได้ยินดังนั้นก็สิ้นสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ สือฝ่างจึงยอมให้เรือนหยกโปรยเปิดการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อพระวงศ์  ที่แท้จินอวี้ปฏิบัติเองโดยพลการ ถึงกระนั้นเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้จึงอาสาไปพบท่านเก้าเป็นเพื่อให้นคุณ จินอวี้แอบอุ่นใจที่มีคนเป็นห่วงและส่ายหน้าแทนคำตอบ  ฮั่วชวี่ปิ้งจึงเปรยว่าหากสือฝ่างไม่ต้องการคุณก็ให้ย้ายไปอยู่ที่บ้านตน ท่านเก้ารู้ว่าจินอวี้คิดการณ์ใหญ่ถึงกล้านำเรื่องส่วนตัวของพระพี่นางมาทำการแสดง จินอวี้ยอมรับว่าตนต้องการสานสัมพันธ์กับพระพี่นาง แท้จริงแล้วจินอวี้เข้าใจเรื่องการเมืองและขั้วอำนาจในราชสำนักเป็นอย่างดี คุณเดาว่าที่กิจการของสือฝ่างตกต่ำเพราะอยู่คนละขั้วอำนาจจึงไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากสกุลเว่ยของฮองเฮาซึ่งกำลังเรืองอำนาจในราชสำนัก ท่านเก้าคิดว่าจินอวี้เป็นคนทะเยอทะยานและกล้าได้กล้าเสียเลยไม่อยากเอาชีวิตทุกคนมาเสี่ยง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงตัดรอนว่าจะขายเรือนหยกโปรยให้คุณ นับจากนี้เรือนหยกโปรยไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรก็แล้วแต่กับสือฝ่างอีก จะบริหารจัดการอย่างก็สุดแท้แต่คุณ

ในที่สุดพระพี่นางก็เสด็จมาชมการแสดงชุดบุปผาเบ่งบานที่เรือนหยกโปรยซึ่งนำแสดงโดยฟางหรูกับชิวเซียง พอฮั่วชวี่ปิ้งรู้เข้าก็รีบตามมาเพราะกลัวว่าพระพี่นางจะพาจินอวี้เข้าวัง แม้จะรู้สึกประทับใจแต่พระพี่นางกลับไม่ต้องการให้เปิดการแสดงชุดนี้อีก จินอวี้รีบคุกเข่าขอรับโทษ พระพี่นางหันมาชื่นชมในรูปโฉมและสติปัญญาของจินอวี้ ฮั่วชวี่ปิ้งเห็นดังนั้นจึงรีบแก้ไขสภาพการณ์ด้วยการทำตัวสนิทสนมกับจินอวี้ จากนั้นก็โม้ว่าตนกับจินอวี้เคยเผชิญความเป็นความตายในสมุทรทรายมาด้วยกัน จินอวี้จึงจัดการแสดงชุดนี้เพื่อให้เรียกร้องความสนใจจากตน เมื่อพระพี่นางเสด็จกลับแล้ว จินอวี้จึงบอกฮั่วชวี่ปิ้งว่าตนจะส่งหลี่เหยียนเข้าวัง  ฮั่วชวี่ปิ้งจึงคิดที่จะช่วยคุณอีกแรง

เรื่องย่อ สาวน้อยจ้าวพายุ (The Whirlwind Girl) ภาคแรก ตอนที่ 3

ปรากฏว่าร้านขายของชำที่ไป๋เฉ่าไปทำงานพาร์ทไทม์ก็เปิดดูการถ่ายทอดสดจากกรุงโซลด้วยเช่นกัน โดยเป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระหว่างฟางถิงฮ่าวจากเมืองจีน กับ "มิน ซึงโฮ" แชมป์สองสมัยจากโรงฝึก "ชางแฮ" แห่งเกาหลีใต้ หลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในที่สุดถิงฮ่าวก็เป็นข้างชนะน็อค ระหว่างการสัมภาษณ์นักข่าวสาวตั้งข้อคิดเห็นว่าแม้อ้านหยางจะเป็นถิ่นกำเนิดของกีฬาหยวนอู่เต้า แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยมีนักกีฬาจากอ้านหยางคว้าแชมป์มาครองได้สักคน คุณจึงถามความรู้สึกของถิงฮ่าวในฐานะที่เขาคว้าแชมป์มาครองในนามชาวอ้านหยางได้สำเร็จ ถิงฮ่าวกล่าวตามตรงว่าตนไม่ได้รู้สึกอะไรกับชัยชนะในคราวนี้เพราะทุกสิ่งเป็นไปตามที่ตนคาด เมื่อถูกถามว่าเป้าหมายต่อไปคือการคว้าแชมป์รายการใด  ถิงฮ่าวตอบว่าสำหรับตนแล้วการคว้าแชมป์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เขาแย่งไมค์นักข่าวมาถือจากนั้นก็มองและชี้ไปที่กล้องพลางกล่าวอย่างหมายมั่นว่า ที่ตนต้องการในตอนนี้ก็แค่เอาชนะใครคนหนึ่ง ยกหยวนซึ่งนั่งชมการถ่ายทอดสดได้ยินดังนั้นจึงวางแก้วชาสมุนไพรแล้วลุกไปสูดอากาศที่หน้าต่าง หลังจากนั้นเขาก็สวมชุดหยวนอู่เต้า (สายดำ) แล้วยืนมองตัวเองในกระจก ก่อนรำลึกถึงความหลังด้วยการไล่ดูภาพถ่ายเก่าๆ สมัยยังเป็นนักกีฬา ที่แท้ยกหยวนเคยเป็นนักกีฬาหยวนอู่เต้าที่เก่งขั้นเทพ ทั้งยังเคยเป็นเพื่อให้นสนิทของถิงฮ่าวกับรั่วไป๋อีกด้วย

และและก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในขณะที่ "คิม อีซาน" แห่งโรงฝึกชางแฮของเกาหลีใต้ กำลังจะมอบเหรียญทองและถ้วยรางวัลชนะเลิศให้แก่ถิงฮ่าว เมื่ออยู่ๆ เด็กสาวจากแดนโสม "คิม มินจู" (บุตรสาวคิม อีซาน) ได้ออกมาคัดค้านการมอบรางวัลโดยประกาศผ่านไมค์ว่าคุณไม่ยอมรับผลการตัดสิน เพราะสงสัยว่าชาวอ้านหยางอย่างถิงฮ่าวอาจใช้สารกระตุ้นเหมือนเมื่อสิบปีก่อน (ไป๋เฉ่าได้ยินแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ส่วนชาวอ้านหยางที่เฝ้าหน้าจอรอดูถิงฮ่าวรับรางวัลต่างพากันไม่พอใจ) เมื่อถูกพ่อห้ามปรามมินจูจึงเตือนว่าเมื่อสิบปีก่อนชาวอ้านหยาง "ฉวี่เซี่ยงหนาน" เคยใช้สารกระตุ้นและปล้นชัยชนะไปจากพ่อ ทั้งยังทำให้พ่อเอ็นฉีกอีกด้วย  (เซี่ยงหนานซึ่งเปลี่ยนเป็นคนติดเหล้า เป็นอีกคนที่นั่งชมการถ่ายทอดสดจึงได้ยินมินจูพูดพาดพิงถึงตน) 

พ่อมินจูแย้งว่าการแข่งขันวันนี้กับเมื่อสิบปีที่แล้วไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่มินจูมั่นใจว่าประวัติศาสตร์จำเป็นต้องซ้ำรอยอย่างแน่ๆ คุณไม่เชื่อว่าหลังชวดแชมป์มาตลอดสิบปี อยู่ๆ ชาวอ้านหยางอย่างถิงฮ่าวจะมีความสามารถถึงขั้นโค่นแชมป์สองสมัยอย่างศิษย์พี่ซึงโฮ จึงขอให้ตรวจดูดูอีกรอบว่าถิงฮ่าวใช้สารกระตุ้นหรือเปล่า เพื่อให้ให้การตัดสินเป็นไปอย่างยุติธรรมที่สุดและไม่ให้พวกไร้ความสามารถฉวยโอกาสปล้นชัยชนะไปอีก ถิงฮ่าวกล่าวว่าตนเข้าใจรู้สึกของมินจู แต่การแพ้แล้วพาลโดยนำเรื่องเมื่อสิบปีก่อนมากล่าวหากันลอยๆ อย่างนี้เท่ากับไม่ให้เกียรตินักกีฬาคู่แข่งอย่างตน หรือนี่คือสปิริตของกีฬาหยวนอู่เต้าในมุมมองของพวกคุณ ถิงฮ่าวคิดว่าตำแหน่งแชมป์ที่แปดเปื้อนอย่างนี้ไม่มีค่าพอจึงปฏิเสธที่จะรับรางวัลแล้วเดินออกจากสนามไป

เรื่องย่อ อัศวินรักข้ามเวลา (The Black Knight) ตอนที่ 6

ขณะที่ "ชารอน" (ชื่อจริง "ชเว ซอริน") กำลังนั่งเย็บผ้า อยู่ๆ คุณก็ถูกเข็มทิ่มจนเลือดไหลเหมือนเป็นลางบอกเหตุบางสิ่ง ปรากฏว่าแฮรากลับมาอีกทีเหมือนที่เคยกลับมาหาคุณในชาติที่แล้ว (ชาติก่อนแฮราเป็นทาสสาวนามว่า "บุนอี" ซึ่งมีรอยแผลเป็นบนใบหน้า ส่วนชารอนเป็นนายหญิงที่เคยสั่งฆ่าบุนอีแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงสั่งให้บุนอีใส่เสื้อผ้าของตน (สวมรอยเป็นตน) หมายให้รับโทษตายแทน) ชารอนรู้สึกได้ว่ามีผู้มาเยือนเลยเดินออกไปดู ครั้นเผชิญหน้ากันแฮราจึงถามถึงเสื้อโค้ทที่เคยสั่งตัดเมื่อหลายปีก่อน โดยบอกว่าอยู่ๆ คุณก็นึกถึงเสื้อโค้ทตัวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นหลังกินยาฆ่าตัวตาย ชารอนจำแฮราได้ แต่ไม่คาดคิดว่าเด็กสาวจากครอบครัวที่มั่งคั่งอย่างแฮราจะกลายสภาพเป็นคุณหนูตกยากและมีสภาพสุดเสื่อมโทรม แฮราสงสัยว่าที่ชีวิตคุณย่ำแย่อาจเป็นเพราะเสื้อโค้ทตัวนั้น และคิดว่าหากคุณมารับเสื้อตัวดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ชีวิตคุณคงไม่น่าอนาถเช่นนี้ 

* "บุนอี" เป็นชื่อตัวละครที่ผู้แสดงสาว "ชิน เซคยอง" เคยสวมหน้าที่ในเรื่อง "6 มังกร กำเนิดโชซอน (Six Flying Dragons)"

แฮรารู้สึกแปลกใจที่ชารอนจำเสื้อโค้ทและเรื่องราวทั้งหมดได้แม่นยำทั้งที่เวลาผ่านไปนานหลายปี เมื่อ "ยาง ซึงกู" นำเสื้อโค้ทออกมาให้ แฮราก็ถึงกับอึ้งและสะดุ้งเพราะเสื้อโค้ทตัวดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นแบบเดียวกับที่คุณเคยสั่งตัดเมื่อหลายปีก่อนและเป็นไซส์ผู้ใหญ่  ชารอนบอกเพียงว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น และสิ่งที่รู้ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง หลังแฮราใส่เสื้อโค้ทสุดหรู ชารอนก็พาคุณมายืนหน้ากระจกก่อนใช้มือช่วยจัดแต่งทรงผม และใช้ผ้าซับคราบน้ำตาให้แฮรา ครั้นเห็นตัวเองในกระจกอีกรอบแฮราก็ถึงกับตกตะลึง

ชารอนอาสาพาแฮราไปส่งบ้าน และถามแฮราว่าทำไมอยู่ๆ คุณถึงมารับเสื้อโค้ท แฮราให้เหตุผลว่าก่อนหน้านี้คุณสิ้นหวังจนคิดลาโลก คุณคิดว่าชีวิตอาจกลับมาดีดังเดิมหากมารับเสื้อตัวนี้ ชารอนสงสัยว่าทำไมแฮราถึงอยากตาย เมื่อแฮราตอบว่าคุณไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ ชารอนจึงถามว่าหากตนให้เหตุผลนั้นกับแฮรา แฮราจะให้ในสิ่งที่ตนต้องการไหม แฮรารู้สึกแปลกใจที่ชารอนอยากเป็นตน ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเป็นคุณหนูตกยาก เมื่อชารอนยืนกรานหนักแน่นว่าจะขอเป็นแฮรา แฮราจึงรับปากทันควันเพราะไม่มีอะไรจะเสีย แต่ชารอนถือเป็นคำมั่น ทั้งยังบอกว่าจากนี้ไปชีวิตแฮราจะดีขึ้น และตนจะตัดชุดสวยๆ ให้แฮราด้วย

เรื่องย่อ ตำนานรักจิ้งจอกสวรรค์ (Legend of Nine Tails Fox) ตอนที่ 8

อาซิ่วรู้สึกผิดหวังเมื่อเห็นตำตาว่าฮัวเยว่แอบสวมรอยเป็นตนแล้วไปพลอดรักกับจื่อกู้ คุณเชื่อว่าที่ผ่านมาฮัวเยว่ต้องการแย่งจื่อกู้เลยหลอกลวงตนมาโดยตลอด ฮัวเยว่ปฏิเสธว่าตนไม่ได้หลอกแต่ยอมรับตามตรงว่าหลงรักจื่อกู้ หลังบาดหมางใจกันอาซิ่วก็พาจื่อกู้แยกตัวออกไปอยู่ด้วยกันตามลำพัง (ก่อนหน้านี้ทั้งคู่พักอยู่ที่บ้านกลางป่าของฮัวเยว่) ฮัวเยว่ขอให้จื่อกู้แวะมาชมดอกไม้กับตนตามลำพังบ่อยๆ จื่อกู้รู้ว่าฮัวเยว่มีใจให้ตนจึงบอกว่าในใจตนมีแต่อาซิ่ว หลังอาซิ่วกับจื่อกู้จากไปแล้วฮัวเยว่ถึงเข้าใจหัวอกของคนที่ผิดหวังในความรัก ทั้งยังคิดว่าเป็นกรรมสนองเพราะเมื่อก่อนคุณชอบปั่นหัวผู้ชายเล่น (หนึ่งในนั้นคือปีศาจภูเขา ซึ่งเดิมคือ "จ้าวอิงเผิง") ครั้นเห็นจื่อกู้กลับมาเก็บดอกไม้ในป่าฮัวเยว่ก็รีบเข้าไปทักทายด้วยความดีความชอบใจแต่จื่อกู้กลับพูดจาตัดรอน ฮัวเยว่เลยแปลงกายเป็นอาซิ่วและใช้เวลาอย่างสุขสบายด้วยกัน ครั้นเห็นหนูตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บคุณจึงเข้าไปดูและโดนหนูกัดที่มือ จื่อกู้ช่วยพันแผลให้และชวนคุณกลับบ้านเพราะเขามีนัดตอนเย็น ฮัวเยว่อ้างว่าตนอยากอยู่เก็บดอกไม้ต่อแต่จื่อกู้ไม่อยากทิ้งอาซิ่ว (ตัวปลอม) ไว้ในป่าคนเดียว โชคดีที่จั๋วอวิ๋นมาช่วยแก้สภาวะโดยบอกว่าตนจะอยู่เป็นเพื่อให้นและช่วยดูแลอาซิ่ว (ตัวปลอม) ให้เอง

จั๋วอวิ๋นอยากให้ฮัวเยว่ตัดใจจึงพาคุณไปแอบดูให้เห็นกับตาว่าจื่อกู้รักอาซิ่วตัวจริงมากเพียงใด แต่นั่นกลับทำให้ฮัวเยว่สงสัยในตัวจื่อกู้ เพราะเขาไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เดินชมดอกไม้ด้วยกันก่อนหน้านี้ ซ้ำยังไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดเมื่ออาซิ่วถามหาดอกไม้ ทั้งที่อาซิ่วตัวปลอมเป็นคนเข้าไปเก็บดอกไม้ในป่า ที่สำคัญเขาไม่พูดเรื่องหนูกัด  แถมยังคงนิ่งเฉยเมื่อคิดว่ามือของอาซิ่วตัวจริงไม่มีรอยแผลอะไรก็แล้วแต่เช่นเดียวกันกับรู้อยู่แล้วว่ามีอาซิ่วสองคน ฮัวเยว่กับอาซิ่วจึงรวมหัวกันพิสูจน์ความจริง ครั้นถูกจับได้คาหนังคาเขาจื่อกู้ก็ยอมรับแต่โดยดี เขารู้ว่าฮัวเยว่เป็นนางจิ้งจอกที่สวมรอยเป็นอาซิ่วเพราะเคยจับถูกหางคุณโดยบังเอิญก่อนหน้านี้ แต่เขาตัดใจเลือกคนใดคนหนึ่งไม่ได้เพราะไม่อยากเสียทั้งคู่ไป อาซิ่วกับฮัวเยว่ได้ยินดังนั้นจึงต่างพากันเสียใจ จั๋วอวิ๋นโกรธแทนสองสาวเลยใช้กำลังสั่งสอนจื่อกู้ก่อนบีบให้เขาเลือกคบคนใดคนหนึ่ง จื่อกู้รู้สึกผิดจึงยอมให้จั๋วอวิ๋นรังควานจนสะบักสะบอม แต่ยังคงการันตีว่าไม่อาจตัดใจจากทั้งคู่

ฮัวเยว่ไปดื่มเหล้าดับทุกข์ที่โรงเตี๊ยมของคุณชายเกาจนเมาปลิ้น ก่อนเดินถือขวดเหล้ากลับเข้าไปในป่า คุณชายเกาเป็นห่วงเลยตามมาขอให้คุณเลิกดื่ม ฮัวเยว่เมาหนักจึงตัดพ้อเรื่องความรักเพราะนึกว่าคุณชายเกาเป็นจื่อกู้ คุณชายเกาเลยรู้ว่าแท้จริงแล้วฮัวเยว่ไม่เคยรักตนเลย หลังดื่มเหล้าจนเมามายฮัวเยว่ก็นอนหลับใหลไม่ได้สติกลางป่า ปีศาจภูเขา (ซึ่งถูกจั๋วอวิ๋นจับขังในขวดน้ำเต้าแต่แอบหนีออกมา) จึงแอบนำเลือดมนุษย์มาหยดใส่มือฮัวเยว่หมายใส่ความคุณ คืนเดียวกันนั้นอาซิ่วทำกับข้าวแล้วนั่งรอจื่อกู้กลับมาทานตามเดิม แต่รอแล้วรอเล่าจื่อกู้ก็ไม่กลับมา

เรื่อง โหดหน้าเหี่ยว 966 ภาคต่อ3

ไม่ตลก ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยๆ “หลวงพี่เท่ง” ก็เคยทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาแล้วว่า หนังฮาๆ ขำๆ และไม่หยาบคายนั้น มีอยู่จริงแต่เอาล่ะ ไม่ว่าจะหยาบน้อยหรือหยาบมาก แต่โหดหน้าเหี่ยวก็ถือว่าสอบผ่านในด้านของความฮา มากกว่านั้น เมื่อหันไปดูเนื้อหาเรื่องราว เราจะพบว่า นอกจากจะไม่เบาหวิวแล้ว หนังเรื่องนี้ยังดูดีมีคอนเซ็ปต์ที่จับต้องได้ แม้มันจะเป็นเรื่องเก่าๆ เต่าล้านปี เท่าๆ กับที่เป็นเรื่องน้ำเน่า แต่ก็ถือเป็นการยกระดับขึ้นมาจากหนังตลกตื้นๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตาเล็งแต่จะยิงมุกกันอย่างเดียว (โอเคล่ะ เนื้อหาที่ว่านั้น จะว่าไป มันก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงขั้นชวนให้รู้สึกปลาบปลื้มจนแทบต้องการจะกราบเท้าเจ้าของบทหนัง แต่ก็อย่างที่รู้ นี่คือหนังตลก และถ้าต้องการอะไรที่คมคายสูงส่ง ก็ไม่ควรมามองหาในหนังแนวนี้)

อย่างไรก็ดี ว่ากันอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าพระเอกของเรื่องที่ชื่อ “เอ” จะสามารถเอาชนะใจพ่อตาของเขาได้หรือเปล่า และไม่ว่า “ไท ดามารุ” จะได้รับการให้อภัยจากนักเลงรุ่นใหญ่อย่าง “สอง คลองเตย” หรือเปล่า ทั้งหมดนี้ดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไรเลย เพราะเรื่องราวในทำนอง…พ่อตาไม่ชอบลูกเขย หรือเรื่องหมางใจกันเองในวงพวกนักเลง…สิ่งพวกนี้มีให้ดูและถูกผลิตซ้ำมาแล้วในหนังไทยนับไม่ถ้วน แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือว่า ที่สุดแล้ว โหดหน้าเหี่ยวสามารถตอบโจทย์ตัวเองด้วยการทำให้คนดูสนุกหรือ Entertain สำเร็จหรือเปล่า?

ซึ่งก็อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นครับว่า เสียงหัวเราะกระหึ่มโรงของผู้ชมในรอบที่ผมดูนั้น น่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ดีอย่างหนึ่ง รุ่นน้องบางคนที่ดูรอบเดียวกัน บอกกับผมว่า นี่คือหนังตลกที่เขาสามารถจะเอ่ยปากแนะนำเพื่อให้นๆ ให้ไปดูได้แบบชัดถ้อยชัดคำ ไม่อ้ำๆ อึ้งๆ หรืออ้อมๆ แอ้มๆ เวลาถูกถามว่าหนังสนุกไหมสนุก (รุ่นน้องคนนี้ยังบอกด้วยว่า หลายปีมานี้ แทบไม่มีหนังตลกของบ้านเราเรื่องไหนเลยที่เขาจะกล้าแนะนำให้คนอื่นไปดู เพราะอะไรน่ะหรือ? คิดกันเอาเอง)

Stranger Things : Season 1 (2016)

หนึ่งในซีรีส์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปีนี้กับ “Stranger Things” ที่โดดเด่นมากๆในแง่ของการนำเสนอบรรยากาศความลึกลับ เขย่าขวัญ เหนือธรรมชาติยุค 80 ที่เป็นดั่งการคารวะต่องานของปรมาจารย์ตัวพ่อของแวดวงอย่าง Steven Spielberg, John Carpenter, Stephen King และ George Lucas ซึ่งภาพรวมไม่เพียงไม่เชย แต่มันยังฉลาดในการผสมองค์ประกอบต่างๆของเรื่องราวเหนือธรรมชาติพวกนี้โดยไม่ลืมเรื่องของวิทยาศาสตร์และที่สำคัญทำออกมาได้สนุกมากๆ

“Stranger Things” เล่าเรื่องราวในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในปี 1983 กับเด็กชาย 4 คน Mike, Dustin, Lucas และ Will ที่มักใช้เวลาว่างในห้องใต้ถุนบ้านเล่นเกมบอร์ดกัน แต่คืนหนึ่งเมื่อ Will  หายตัวไปอย่างลึกลับ เด็กๆอีก 3 คนไม่เชื่อว่าเพื่อให้นของตนจะหนีออกจากบ้าน แต่คิดว่าเขาอาจจะถูก ‘บางสิ่ง’ จับตัวไป พร้อมๆกับการปรากฏตัวของ Eleven เด็กผู้หญิงลึกลับรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกกลุ่มคนเลวกำลังตามไล่ล่า การพบเจอะกันของเด็กๆกลุ่มนี้เป็นจุดเริ่มของความลึกลับ ปริศนาที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายในเมือง ซึ่งนำไปสู่คำตอบสุดช็อกที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล

สิ่งที่ชอบมากคือการที่ตัวซีรีส์ค่อยๆสร้างความสงสัยใคร่รู้แก่ผู้ชมเหมือนวางเศษขนมปังตามทางเท้าแคบๆ มืดๆ ให้เราต้องคอยเก็บ คอยจับจ้องมองหาอยู่ติดๆ ก่อนที่จะค่อยๆเฉลยปริศนาต่างๆทีละนิดๆว่ามันจะพาเราไปยังปลายทางแบบไหน? ส่วนตัวมองว่ามันมีมันมีองค์ประกอบหนังยุค 80 ของเหล่าปรมาจารย์คนสร้างหนังยุคนั้นที่ผสมกันได้พอดีแบบไม่น่าจะไปกันได้ เพราะถ้าฟังๆดูการจะมีทั้งเรื่องคดีคนหายชานเมือง สัตว์แปลก(?) พลังจิต (?) เลเซอร์ยักษ์ (?) รัฐบาล (?) ไหนจะเรื่องดราม่าความเกี่ยวพันในครอบครัวที่ต้องเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ลึกลับและมิตรภาพระหว่างเพื่อให้นที่ไม่มีคำว่าทิ้งกันเด็ดขาดอีก มันอาจจะฟังดูมั่วไปหมด แต่ไม่ใช่กับ “Stranger Things” เพราะทีมผู้สร้างต้องเรียกว่าทำการบ้านมาดีและใส่ใจในรายละเอียดเนื้อหาจริงๆ เพราะทั้ง 8 ตอนมันนำเสนอได้ชวนติดตามตลอด

ด้านทีมผู้แสดงของเองก็ถือว่าเลือกมาได้เหมาะสมมาก เริ่มจาก Winona Ryder ที่ ‘ปล่อยของ’ ให้แฟนคลับได้ชื่นใจกันว่าคุณยังไม่หมดไฟในการแสดงบทที่ต้องระเบิดอารมณ์แรงๆและไม่มั่นคงออกมากับบทแม่ที่ลูกชายหายตัวไปแบบไร้คำอธิบาย ซึ่งคุณแสดงอาการของคนที่เหมือนจะบ้า – ใกล้บ้าสุดกำลังและไม่มีคนเข้าใจได้ดีมากๆ ส่วน Charlie Heaton ในบทลูกชายคนโตของคุณก็แสดงเข้าฉากกันได้ดีเช่นกัน (ชอบซีนที่แม่ลูกคู่นี้สมุทราะกันบนถนนกลางเมืองมาก) ฝั่งผู้แสดงกลุ่มเด็กๆก็แจ้งเกิดกันได้ทุกราย ทั้ง Finn Wolfhard (รายนี้ได้ไปร่วมแสดงใน IT เวอร์ชั่น 2017 เรียบร้อยแล้ว) และ สาวน้อย Millie Bobby Brown ในบทที่ส่งคุณเหลือเกินและเชื่อว่าภาพลักษณ์ของคุณในบทนี้จะเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำที่สุดในปีนี้แน่ๆ

นอกจากนี้งานด้านโปรดักชั่นและเครื่องแต่งกาย รวมทั้งเพลงประกอบที่เลือกมาก็ยังคงความโดดเด่นไม่แพ้กัน เอาแค่ว่าแค่การเลือกขึ้นไตเติ้ลแบบเรียบๆ เน้นดนตรีประกอบก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีแล้ว มันกับโทนและดูคลาสสิกในตัว