หนึ่งในซีรีส์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปีนี้กับ “Stranger Things” ที่โดดเด่นมากๆในแง่ของการนำเสนอบรรยากาศความลึกลับ เขย่าขวัญ เหนือธรรมชาติยุค 80 ที่เป็นดั่งการคารวะต่องานของปรมาจารย์ตัวพ่อของแวดวงอย่าง Steven Spielberg, John Carpenter, Stephen King และ George Lucas ซึ่งภาพรวมไม่เพียงไม่เชย แต่มันยังฉลาดในการผสมองค์ประกอบต่างๆของเรื่องราวเหนือธรรมชาติพวกนี้โดยไม่ลืมเรื่องของวิทยาศาสตร์และที่สำคัญทำออกมาได้สนุกมากๆ

“Stranger Things” เล่าเรื่องราวในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในปี 1983 กับเด็กชาย 4 คน Mike, Dustin, Lucas และ Will ที่มักใช้เวลาว่างในห้องใต้ถุนบ้านเล่นเกมบอร์ดกัน แต่คืนหนึ่งเมื่อ Will  หายตัวไปอย่างลึกลับ เด็กๆอีก 3 คนไม่เชื่อว่าเพื่อให้นของตนจะหนีออกจากบ้าน แต่คิดว่าเขาอาจจะถูก ‘บางสิ่ง’ จับตัวไป พร้อมๆกับการปรากฏตัวของ Eleven เด็กผู้หญิงลึกลับรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกกลุ่มคนเลวกำลังตามไล่ล่า การพบเจอะกันของเด็กๆกลุ่มนี้เป็นจุดเริ่มของความลึกลับ ปริศนาที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายในเมือง ซึ่งนำไปสู่คำตอบสุดช็อกที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล

สิ่งที่ชอบมากคือการที่ตัวซีรีส์ค่อยๆสร้างความสงสัยใคร่รู้แก่ผู้ชมเหมือนวางเศษขนมปังตามทางเท้าแคบๆ มืดๆ ให้เราต้องคอยเก็บ คอยจับจ้องมองหาอยู่ติดๆ ก่อนที่จะค่อยๆเฉลยปริศนาต่างๆทีละนิดๆว่ามันจะพาเราไปยังปลายทางแบบไหน? ส่วนตัวมองว่ามันมีมันมีองค์ประกอบหนังยุค 80 ของเหล่าปรมาจารย์คนสร้างหนังยุคนั้นที่ผสมกันได้พอดีแบบไม่น่าจะไปกันได้ เพราะถ้าฟังๆดูการจะมีทั้งเรื่องคดีคนหายชานเมือง สัตว์แปลก(?) พลังจิต (?) เลเซอร์ยักษ์ (?) รัฐบาล (?) ไหนจะเรื่องดราม่าความเกี่ยวพันในครอบครัวที่ต้องเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ลึกลับและมิตรภาพระหว่างเพื่อให้นที่ไม่มีคำว่าทิ้งกันเด็ดขาดอีก มันอาจจะฟังดูมั่วไปหมด แต่ไม่ใช่กับ “Stranger Things” เพราะทีมผู้สร้างต้องเรียกว่าทำการบ้านมาดีและใส่ใจในรายละเอียดเนื้อหาจริงๆ เพราะทั้ง 8 ตอนมันนำเสนอได้ชวนติดตามตลอด

ด้านทีมผู้แสดงของเองก็ถือว่าเลือกมาได้เหมาะสมมาก เริ่มจาก Winona Ryder ที่ ‘ปล่อยของ’ ให้แฟนคลับได้ชื่นใจกันว่าคุณยังไม่หมดไฟในการแสดงบทที่ต้องระเบิดอารมณ์แรงๆและไม่มั่นคงออกมากับบทแม่ที่ลูกชายหายตัวไปแบบไร้คำอธิบาย ซึ่งคุณแสดงอาการของคนที่เหมือนจะบ้า – ใกล้บ้าสุดกำลังและไม่มีคนเข้าใจได้ดีมากๆ ส่วน Charlie Heaton ในบทลูกชายคนโตของคุณก็แสดงเข้าฉากกันได้ดีเช่นกัน (ชอบซีนที่แม่ลูกคู่นี้สมุทราะกันบนถนนกลางเมืองมาก) ฝั่งผู้แสดงกลุ่มเด็กๆก็แจ้งเกิดกันได้ทุกราย ทั้ง Finn Wolfhard (รายนี้ได้ไปร่วมแสดงใน IT เวอร์ชั่น 2017 เรียบร้อยแล้ว) และ สาวน้อย Millie Bobby Brown ในบทที่ส่งคุณเหลือเกินและเชื่อว่าภาพลักษณ์ของคุณในบทนี้จะเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำที่สุดในปีนี้แน่ๆ

นอกจากนี้งานด้านโปรดักชั่นและเครื่องแต่งกาย รวมทั้งเพลงประกอบที่เลือกมาก็ยังคงความโดดเด่นไม่แพ้กัน เอาแค่ว่าแค่การเลือกขึ้นไตเติ้ลแบบเรียบๆ เน้นดนตรีประกอบก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีแล้ว มันกับโทนและดูคลาสสิกในตัว